คนทำงานยุคใหม่กับการปรับตัว: ทักษะ อาชีพ และความคาดหวังขององค์กรที่เปลี่ยนไป
คนทำงานยุคใหม่คือผู้ที่ต้องสร้างคุณค่าและพัฒนาความสามารถท่ามกลางเทคโนโลยี รูปแบบการจ้างงาน และความต้องการขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การปรับตัวจึงไม่ใช่เพียงการเรียนรู้เครื่องมือใหม่ แต่รวมถึงการพัฒนาทักษะที่ใช้ได้หลากหลาย การทำงานร่วมกับเทคโนโลยี การสื่อสารในสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่น และการดูแลความยั่งยืนของเส้นทางอาชีพ รายงานอนาคตการทำงานของสภาเศรษฐกิจโลกปี ๒๕๖๖ ประเมินว่าแรงงานประมาณร้อยละ ๒๓ จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงของงานภายในช่วงปี ๒๕๖๖–๒๕๗๐ และทักษะของงานร้อยละ ๔๔ อาจเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าองค์กรและบุคลากรต้องเรียนรู้และปรับวิธีทำงานไปพร้อมกัน
ความเปลี่ยนแปลงของงานกำหนดคุณลักษณะคนทำงานยุคใหม่อย่างไร
คนทำงานยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งโดยเฉพาะ แต่หมายถึงบุคลากรที่สามารถรับมือกับงานซึ่งเปลี่ยนทั้งเนื้อหา วิธีทำ และเกณฑ์วัดผล รายงานของสภาเศรษฐกิจโลกอธิบายแนวโน้มผ่านการเปลี่ยนแปลงของงานและทักษะ โดยมีปัจจัยสำคัญอย่างเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง
เมื่อบางงานถูกทำให้เป็นระบบอัตโนมัติ ขณะเดียวกันก็เกิดงานใหม่ องค์กรจึงให้ความสำคัญกับผู้ที่เรียนรู้สิ่งใหม่ เชื่อมโยงความรู้หลายด้าน และแก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบตายตัว การปรับตัวที่มีประสิทธิภาพจึงเริ่มจากการเข้าใจว่าอะไรเปลี่ยนไป แล้วเลือกพัฒนาทักษะและวิธีทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์
รูปแบบอาชีพเปลี่ยนจากเส้นทางเดียวสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต
เส้นทางอาชีพในอดีตมักถูกมองเป็นลำดับขั้นภายในองค์กรหรือสายงานเดียว แต่ปัจจุบันคนทำงานอาจเปลี่ยนบทบาท ย้ายอุตสาหกรรม ทำงานเป็นโครงการ หรือผสมงานประจำกับงานอิสระ ความสามารถในการนำประสบการณ์เดิมไปใช้กับบริบทใหม่จึงสำคัญพอ ๆ กับความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
รายงานอนาคตการทำงานของสภาเศรษฐกิจโลกชี้ว่า ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น และความอยากรู้อยากเห็นเป็นกลุ่มทักษะที่นายจ้างให้ความสำคัญ ข้อค้นพบนี้สนับสนุนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต กล่าวคือไม่ควรรอให้เกิดการเปลี่ยนงานก่อนจึงเริ่มเรียน แต่ควรทบทวนความรู้และเติมทักษะอย่างต่อเนื่อง
ความคาดหวังขององค์กรเน้นผลลัพธ์และการทำงานร่วมกัน
องค์กรจำนวนมากขยับจากการประเมินผลงานโดยดูเวลาอยู่ในสำนักงาน ไปสู่การพิจารณาผลลัพธ์ คุณภาพงาน ความรับผิดชอบ และความสามารถในการร่วมมือกับผู้อื่น โดยเฉพาะในทีมที่ทำงานข้ามฝ่ายหรือทำงานทางไกล คนทำงานจึงต้องสื่อสารความคืบหน้า กำหนดความคาดหวังให้ชัด และรับผิดชอบงานโดยไม่ต้องรอคำสั่งทุกขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นไม่ได้แปลว่าทำงานได้โดยไม่มีขอบเขต หากบทบาท เป้าหมาย และช่องทางติดต่อไม่ชัดเจน อาจเกิดงานซ้ำ ความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือภาวะพร้อมทำงานตลอดเวลา การปรับตัวจึงต้องเกิดทั้งสองด้าน คือบุคลากรบริหารงานและเวลาของตน ขณะที่องค์กรออกแบบกติกาการทำงานและเกณฑ์วัดผลที่เป็นธรรม
การพัฒนาทักษะทำให้คนทำงานยุคใหม่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง
ทักษะที่ช่วยให้ปรับตัวได้แบ่งได้เป็นทักษะด้านเทคโนโลยี ทักษะคิดและแก้ปัญหา ทักษะมนุษย์ และความสามารถในการเรียนรู้ต่อเนื่อง องค์การแรงงานระหว่างประเทศเน้นความสำคัญของการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อช่วยให้แรงงานปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดงานและเทคโนโลยีได้ การพัฒนาทักษะจึงควรเชื่อมกับงานจริง ไม่ใช่สะสมใบรับรองโดยไม่ได้นำไปใช้
ทักษะดิจิทัลและการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างรับผิดชอบ
ทักษะดิจิทัลหมายถึงความสามารถในการเลือกใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อค้นหา วิเคราะห์ จัดการ และสื่อสารข้อมูล รวมถึงเข้าใจข้อจำกัดและความเสี่ยงของเครื่องมือเหล่านั้น เมื่อใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ช่วยร่างเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูล หรือทำงานซ้ำ ๆ ผู้ใช้ยังต้องตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสม และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
รายงานอนาคตการทำงานของสภาเศรษฐกิจโลกจัดให้ทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่เป็นกลุ่มทักษะที่มีแนวโน้มเติบโตเร็ว แต่การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ไม่ได้ขึ้นกับความสามารถใช้เครื่องมือเพียงอย่างเดียว ผู้ทำงานต้องตั้งคำถามเป็น แยกข้อเท็จจริงจากข้อเสนอที่ระบบสร้างขึ้น และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่นำไปใช้
ทักษะมนุษย์ช่วยให้ทำงานที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น
การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร ความเห็นอกเห็นใจ และการทำงานเป็นทีมเป็นทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด โดยเฉพาะงานที่ต้องเข้าใจบริบท เจรจาความต้องการที่แตกต่าง หรือตัดสินใจเมื่อข้อมูลไม่ครบถ้วน ทักษะเหล่านี้ช่วยให้คนทำงานใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่พึ่งพาผลลัพธ์จากระบบโดยไม่ไตร่ตรอง
ตัวอย่างเช่น ผู้ประสานงานโครงการอาจใช้ระบบอัตโนมัติสรุปสถานะงาน แต่ยังต้องพูดคุยกับทีมเพื่อค้นหาสาเหตุที่งานล่าช้า จัดลำดับความสำคัญ และตกลงแนวทางแก้ไข การผสานทักษะมนุษย์กับความคล่องตัวทางดิจิทัลจึงเป็นความได้เปรียบที่ใช้ได้ในหลายอาชีพ
การเรียนรู้จากงานจริงทำให้ทักษะนำไปใช้ได้
การเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลควรเริ่มจากเป้าหมายที่ชัด เช่น ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีขึ้น สื่อสารกับลูกค้าได้มั่นใจขึ้น หรือใช้เครื่องมือใหม่ลดเวลาทำงาน จากนั้นทดลองใช้กับงานจริง รับข้อเสนอแนะ และปรับปรุงวิธีทำงานเป็นรอบ ๆ วิธีนี้ช่วยเชื่อมความรู้กับผลลัพธ์และทำให้เห็นความก้าวหน้าได้ชัดเจน
คนทำงานอาจทบทวนทักษะทุกสามถึงหกเดือน โดยพิจารณาว่างานส่วนใดเปลี่ยนไป เครื่องมือใดเริ่มมีบทบาท และทักษะใดที่ยังเป็นจุดแข็งหรือจุดที่ต้องพัฒนา ส่วนองค์กรสามารถสนับสนุนด้วยการให้เวลาฝึกอบรม การหมุนเวียนงาน การให้คำปรึกษา และโอกาสทดลองทำโครงการใหม่
วิธีทำงานที่ยืดหยุ่นต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ
การทำงานแบบยืดหยุ่นอาจหมายถึงการทำงานทางไกล การทำงานแบบผสมผสาน การแบ่งงานเป็นโครงการ หรือการเลือกเวลาทำงานตามข้อตกลง รูปแบบเหล่านี้ช่วยให้องค์กรเข้าถึงบุคลากรได้กว้างขึ้นและเปิดโอกาสให้คนทำงานจัดการชีวิตได้เหมาะสมขึ้น แต่ต้องมีเป้าหมายและวิธีประสานงานที่ชัดเจน
การสื่อสารและการจัดการงานในทีมกระจายตัว
ทีมที่ไม่ได้ทำงานในสถานที่เดียวกันจำเป็นต้องสื่อสารโดยระบุผู้รับผิดชอบ กำหนดส่ง และสถานะงานให้เข้าใจตรงกัน การบันทึกข้อสรุปหลังประชุมและใช้พื้นที่เก็บเอกสารร่วมกันช่วยลดการพึ่งพาข้อมูลที่อยู่กับคนใดคนหนึ่ง ขณะเดียวกันควรเลือกช่องทางให้เหมาะกับเรื่องเร่งด่วนหรือเรื่องที่ต้องหารือโดยละเอียด
แนวทางที่นำไปใช้ได้คือกำหนดช่วงเวลาที่ทีมพร้อมติดต่อกัน ตกลงเวลาตอบกลับตามลักษณะงาน และเปิดโอกาสให้บุคลากรทำงานที่ต้องใช้สมาธิโดยไม่ถูกรบกวน การวัดผลงานควรดูความก้าวหน้าและคุณภาพของงาน ไม่ใช่การออนไลน์ตลอดเวลา
การดูแลสุขภาวะและขอบเขตระหว่างงานกับชีวิต
ความยืดหยุ่นอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวพร่าเลือน คนทำงานจึงควรกำหนดเวลาพัก จัดลำดับงาน และแจ้งขอบเขตการติดต่อให้ทีมรับทราบ ส่วนองค์กรควรประเมินปริมาณงานและกำลังคนอย่างเหมาะสม ไม่สร้างวัฒนธรรมที่ทำให้การตอบข้อความนอกเวลาถูกมองเป็นข้อผูกพันโดยปริยาย
สุขภาวะไม่ได้เป็นเรื่องส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับคุณภาพงาน การรักษาบุคลากร และความสามารถขององค์กรในการทำงานระยะยาว การพูดคุยเรื่องภาระงานอย่างตรงไปตรงมาและการขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็นจึงเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบในการทำงาน
แนวทางปรับตัวที่คนทำงานและองค์กรเริ่มทำได้
การปรับตัวจะยั่งยืนเมื่อเป็นความร่วมมือ ไม่ใช่ภาระของบุคคลฝ่ายเดียว คนทำงานควรพัฒนาทักษะและความสามารถในการเรียนรู้ ส่วนองค์กรควรทำให้ความคาดหวัง โอกาสพัฒนา และเกณฑ์ประเมินผลงานชัดเจน ตัวอย่างแนวทางเริ่มต้นมีดังนี้
- สำรวจงานที่ทำอยู่ แล้วระบุว่าส่วนใดเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีหรือความต้องการของลูกค้า
- เลือกพัฒนาทักษะที่เชื่อมกับเป้าหมายอาชีพและมีโอกาสนำไปใช้จริง
- ทดลองใช้เครื่องมือใหม่อย่างมีวิจารณญาณ พร้อมตรวจสอบความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูล
- สื่อสารเป้าหมาย ความคืบหน้า และอุปสรรคให้ผู้ร่วมงานเข้าใจตรงกัน
- ขอข้อเสนอแนะเป็นระยะ และนำไปปรับปรุงผลงานแทนการรอการประเมินปลายปี
- กำหนดขอบเขตเวลาทำงานและเวลาพัก เพื่อรักษาความสามารถในการทำงานระยะยาว
- องค์กรควรจัดให้มีการฝึกทักษะ การถ่ายทอดความรู้ และโอกาสเปลี่ยนบทบาทภายในอย่างเป็นธรรม
ตัวอย่างในทางปฏิบัติคือพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าที่เรียนรู้การใช้ระบบช่วยจัดหมวดหมู่คำถาม สามารถลดเวลางานซ้ำและนำเวลาไปดูแลกรณีซับซ้อนมากขึ้น แต่ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากเครื่องมืออย่างเดียว ต้องมีการฝึกอบรม การกำหนดวิธีตรวจสอบคำตอบ และช่องทางส่งต่อปัญหาให้ผู้เชี่ยวชาญด้วย
สรุป: การปรับตัวคือการพัฒนาคนและระบบงานไปพร้อมกัน
คนทำงานยุคใหม่ต้องปรับตัวต่อรูปแบบอาชีพที่เปลี่ยนแปลง ด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะมนุษย์ ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ และสื่อสารผลลัพธ์ในรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น ข้อมูลจากสภาเศรษฐกิจโลกที่คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของงานและทักษะย้ำว่า การรอให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วจึงเริ่มเตรียมตัวอาจไม่เพียงพอ
ในขณะเดียวกัน องค์กรต้องทำให้ความคาดหวังและเกณฑ์วัดผลงานชัดเจน สนับสนุนการเรียนรู้ และใส่ใจสุขภาวะของบุคลากร การปรับตัวจึงไม่ใช่การทำงานให้มากขึ้นอย่างไร้ขอบเขต แต่คือการทำงานอย่างมีทักษะ ใช้ทรัพยากรเหมาะสม และพร้อมสร้างคุณค่าในบริบทใหม่ ขั้นต่อไปที่ทำได้ทันทีคือทบทวนทักษะของตน เลือกหนึ่งเรื่องที่ต้องการพัฒนา และนำไปทดลองใช้กับงานจริง พร้อมชวนทีมพูดคุยว่าองค์กรจะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างไร
แหล่งข้อมูล: สภาเศรษฐกิจโลก, รายงานอนาคตการทำงาน ปี ๒๕๖๖; องค์การแรงงานระหว่างประเทศ, เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
